คลังเก็บหมวดหมู่: BLOG

สาวญี่ปุ่นแต่งหน้าจัดเต็มแค่ไหนเวลาใส่หน้ากากอนามัย +เทคนิคแต่งหน้ายังไงไม่ให้หน้าเยิน!

สาวญี่ปุ่นแต่งหน้าจัดเต็มแค่ไหนเวลาใส่หน้ากากอนามัย +เทคนิคแต่งหน้ายังไงไม่ให้หน้าเยิน!

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านมาเกิน 1 ปีเต็มแล้วตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดและแพร่กระจายไปทั่วโลก และจนถึงวันนี้เราก็ยังคงต้องรักษาความสะอาดและใส่หน้ากากอนามัยเวลาไปไหนต่อไหนอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับสาวๆ ที่ปกติแต่งหน้าออกไปข้างนอก การใส่หน้ากากอนามัยก็ถือเป็นอุปสรรคไม่น้อย เพราะนอกจากจะบดบังหน้าเราไปครึ่งนึงแล้ว ยังทำให้เครื่องสำอางที่อุตส่าห์บรรจงแต่งมาหลุดได้ง่ายอีกต่างหาก

สาวๆ ญี่ปุ่นก็มีปัญหาไม่แพ้สาวไทยค่ะ บางคนอาจจะแก้ปัญหาด้วยการลดขั้นตอนการแต่งหน้าลง หรือไม่แต่งหน้าไปเลยก็มี เราลองมาดูแบบสำรวจจากสาวญี่ปุ่นกันว่าในช่วงที่โควิด-19 ระบาดแบบนี้ พวกเธอแต่งหน้ามากน้อยแค่ไหนเวลาใส่หน้ากากอนามัยกันนะ

“คุณแต่งหน้ามากน้อยแค่ไหนเวลาใส่หน้ากากอนามัย?”

จากการสำรวจผู้หญิงญี่ปุ่นราวๆ 300 คนในทวิตเตอร์ (「MINE」 Twitterアンケート) เกี่ยวกับการแต่งหน้าและใส่หน้ากากอนามัยออกไปข้างนอก โดยแบ่งเป็น “ไปทำงาน” กับ “ไปเที่ยว/ไปเดท” ทำให้เราได้ทราบผลลัพธ์ที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

เวลาไปทำงาน

  • หน้าสด 15%
  • แต่งคิ้วอย่างเดียว 12%
  • แต่งคิ้วกับตา 35%
  • แต่งทั้งใบหน้า 38%

*จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจ 359 คน

เมื่อไปทำงาน พบว่าสาวๆ ที่ตอบว่า “แต่งทั้งใบหน้า” มีมากที่สุดที่ 38% แต่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการแต่งหน้าโดยการลงรองพื้นให้บางกว่าปกติ หรือใช้ลิปทินท์แทนลิปสติกเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องสำอางหลุดติดหน้ากากอนามัยนั่นเอง

เวลาไปเที่ยว/ไปเดท

  • หน้าสด 14%
  • แต่งคิ้วอย่างเดียว 17%
  • แต่งคิ้วกับตา 39%
  • แต่งทั้งใบหน้า 30%

*จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจ 327 คน

ส่วนเวลาออกไปเที่ยวหรือไปเดท สาวๆ เลือก “แต่งแค่คิ้วกับตา” มากที่สุดที่ 39% โดยมีหลายคนที่บอกว่าจะเติมปากทีหลังเวลาที่ต้องออกไปกินข้าวหรือไปเจอเพื่อน และมีคนที่บอกว่าเน้นแต่งแค่คิ้วกับตาโดยไม่ลงรองพื้นเลย เป็นต้น

จากแบบสำรวจจะเห็นได้ว่า แม้จะมีสาวๆ จำนวนหนึ่งที่ไม่แต่งหน้าหรือแต่งหน้าน้อยลงเมื่อใส่หน้ากากอนามัย แต่ก็ยังมีหลายคนที่เลือกแต่งหน้าเต็มทั้งใบหน้าหรืออย่างน้อยๆ ก็ขอแต่งคิ้วก็ยังดี ซึ่งก็เข้าใจได้นะคะ เพราะถึงออกไปข้างนอกก็ใช่ว่าเราจะใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา อย่างตอนที่กินข้าวก็ต้องถอดออกให้เห็นใบหน้าอยู่ดี ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าอยู่ทีมแต่งหน้า เรามาดูเทคนิคง่ายๆ ในการแต่งหน้าไม่ให้หน้าเยินเวลาใส่หน้ากากอนามัยกันดีกว่า

เทคนิคแต่งหน้าไม่ให้หน้าเยินเวลาใสหน้ากากอนามัย

เรามีเทคนิคแต่งหน้าปังๆ ที่รับรองว่าต่อให้ใส่หน้ากากอนามัยทั้งวันหน้าก็ไม่เยินแน่นอนจากยูทูบเบอร์สาวสวย คุณอัตสึโกะ มาฝากค่ะ

พ้อยต์หลักๆ ในการแต่งหน้า

  • ลงรองพื้นให้บางกว่าปกติ โดยเลือกรองพื้นที่เนื้อแมทหน่อย
  • ใช้กระดาษซับมันซับน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าหลังลงรองพื้น
  • ใช้คอนซีลเลอร์แต้มรอยดำในจุดที่รองพื้นบางๆ ปกปิดไม่มิด
  • ใช้บลัชออนเนื้อเจลลี่แทนแบบธรรมดาเพื่อให้สีติดบนใบหน้าได้ดีขึ้น
  • ลงแป้งฝุ่นโดยใช้แปรงปัดให้ทั่วเพื่อล็อกเครื่องสำอางทั้งหมดบนใบหน้า
  • ใช้ลิปทินท์หรือลิปที่เป็นเนื้อเจลหรือน้ำแทนลิปสติกแท่ง เพราะช่วยให้ปากมีสีสันโดยที่ไม่เปื้อนติดหน้ากากอนามัย

ตามไปดูขั้นตอนแบบ step by step ได้ในคลิปนี้เลยค่ะ (สเต็ปแต่งหน้าเริ่มนาทีที่ 1:37)

 

ตามไปตำเครื่องสำอางญี่ปุ่นที่ @cosme store

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาไอเท็มแต่งหน้าสไตล์ญี่ปุ่นแบบคุณอัตสึโกะ ก็ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่นให้ลำบาก (เพราะตอนนี้ก็ยังไปไม่ได้ด้วยเนอะ) ลองดูที่ @cosme store เลยค่ะ ไม่ใช่แค่เครื่องสำอางเท่านั้น ที่นี่ยังมีหน้ากากอนามัยแบบต่างๆ รวมถึงสกินแคร์และสินค้าเพื่อความงามที่น่าสนใจจากญี่ปุ่นให้เลือกซื้อมากมาย โดยมี BA คอยให้คำแนะนำด้วยนะ ไปตามหาไอเท็มที่ใช่ แล้วมาแต่งหน้าสวยๆ ใส่หน้ากากอนามัยแบบไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะเยินกันดีกว่าค่า

@cosme store
สาขา: สยามเซ็นเตอร์, ไอคอนสยาม
Facebook: atcosmeTH
ร้านออนไลน์: Lazadaสล็อตเว็บตรง

 

เมื่อ “หม้อหุงข้าวญี่ปุ่น” มาถึงจุดที่หุงข้าวไปด้วยต้มแกงไปด้วยก็ได้ด้วย?

เมื่อ “หม้อหุงข้าวญี่ปุ่น” มาถึงจุดที่หุงข้าวไปด้วยต้มแกงไปด้วยก็ได้ด้วย?

หม้อหุงข้าว (炊飯器) นั้นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าคู่ครัวคนไทย ซึ่งจริงๆ ต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่นเพราะคนญี่ปุ่นก็กินข้าวสวยเหมือนคนไทยนี่แหละ (คงไม่ใช่ของฝรั่งคิดเพราะฝรั่งกินขนมปังไม่ได้กินข้าวสวย (ฮา)) สำหรับคนไทยส่วนใหญ่เราก็ใช้หม้อหุงข้าวเพื่อหุงข้าว ถึงจะมีคำแนะนำว่าหม้อหุงข้าวทำชีสเค้กก็ได้นะคะ บลาๆ แต่คงมีน้อยคนที่จะทำ แต่เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นชักจะไปไกลแล้วว่าหม้อหุงข้าวจะเป็นอะไรที่มากกว่าหม้อหุงข้าว ซึ่งก็นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ท่านผู้อ่านจะต้องร้อง โอ้ว นั่นคือหม้อหุงข้าวอัตโนมัติ “Twin Chef” ที่ทำให้คนเราหุงข้าวและทำกับข้าวไปพร้อมกันด้วยหม้อ 2 ใบใช้งานง่าย! คุณสามารถปรุงอาหารแสนอร่อยได้เพียงแค่ใส่ส่วนผสมและกดปุ่ม คุณต้องการทำอาหารให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ไหม ด้วยหม้อด้านในความจุ 1.8 ลิตร และลังถึงใบน้อย หุงข้าว นึ่งผัก ต้มแกงได้ในคราวเดียว ใบละ 19,800 เยนเท่านั้น (ไม่รวมภาษี)

หม้อหุงข้าว Twin Chef หุงข้าว ต้มแกง นึ่งผัก พร้อมกันได้ เครื่องเดียวทำอาหารได้ทั้งมื้อ

โฆษณาเท่านี้อาจจะน้อยไป งานนี้ต้องมีคนดังมารีวิว ซึ่งได้คุณ Natsuko อดีตไอดอลวง SDN48 ซึ่งปัจจุบันเป็นนักรีวิวเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านมารีวิว ด้วยคำโฆษณาที่ว่า “หม้อใบเดียวทำอาหารได้ถึง 4 อย่าง” ซึ่งได้รีวิวดังนี้

 

หนึ่ง หุงข้าวไปด้วยทำแกงกะหรี่ไปด้วย เอาข้าวสารหุงในหม้อใบที่ 1 ทางด้านซ้าย ในหม้อใบที่ 2 ทางด้านขวาก็ต้มแกงแกงกะหรี่ปริมาณหกคนกิน ลังถึงเล็กเอาผักที่เหลือใส่แล้วอุ่น มันดีตรงไม่ต้องเดินไปเดินมาวนไปทั่ว เวลาหุงข้าวนั้นตายตัว แต่ตั้งเวลาเพิ่มเวลาในการต้มแกงได้ พอมีเสียงกริ่งปั๊บ พร้อมทาน โดยรวมแล้วอาหารออกมาค่อนข้างดี เสียแต่ว่าน้ำแกงไหลไปเลอะในผักบนลังถึงนึ่ง

 

สอง ลองทำข้าวราดหน้ารวมมิตร (จูกะด้ง 中華丼) โรสต์บีฟ เกี๊ยวแช่แข็ง โรสต์บีฟทำโดยใส่ซอสปรุงรสพร้อมกับชิ้นเนื้อลงในถุงซิปล็อคแล้วปรุงด้วยอุณหภูมิต่ำ เกี๊ยวแช่แข็งนึ่งด้วยหม้อข้าวตัวนี้ดีกว่าตอนอุ่นเองอีก โรสต์บีฟต้องสโลว์คุ้กที่ 57°C เป็นเวลา 3 ชั่วโมง จากนั้นค่อยเอาไปจี่กระทะ ใช้เวลามากกว่าอาหารอื่น แต่ผลนั้นไม่ได้โม้ว่า เนื้อออสเตรเลียถูกๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต เอามาทำแล้วอร่อยอย่างกับบุฟเฟ่ต์โรงแรม แบบนี้ต้องวิ่งไปเซเว่นฯ จัดไวน์แดงสักหน่อย

สาม ซุปมิเนสโตรเน่ ไข่ออนเซ็นกับผักนึ่ง ซุปมิเนสโตรเน่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ส่วนไข่ออนเซ็นใช้เวลา 1 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 68°C หน่อไม้ฝรั่งและเห็ดหอมนึ่งอร่อยมาก

ทำอาหารได้ 4 จานพร้อมกัน!
ทำอาหารได้ 4 จานพร้อมกัน!

เอิ่ม อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับกับเรื่องหม้อหุงข้าวที่พยายามจะเป็นมากกว่าหม้อหุงข้าว ส่วนผู้เขียนว่าน่าจะเหมาะกับคนที่เวลามีน้อยแต่อยากทำกับข้าวกินเอง และมีสมาชิกในบ้านรอกินข้าวกันเยอะหน่อย แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ 19,800 เยน (ราว 5,634 บาท) หม้อหุงข้าวใบละห้าพัน ขุ่นพระ! เราแค่หุงข้าวด้วยหม้อใบละสามสี่ร้อยแล้วก็ต้มแกงตั้งเตาแก๊สต่อไปดีกว่าฮะ 555

สล็อตเว็บตรง

เพราะวัยรุ่นมีครั้งเดียว! 4 เรื่องที่คนญี่ปุ่นเสียดายที่ยังไม่ได้ทำในวัยเรียน

เพราะวัยรุ่นมีครั้งเดียว! 4 เรื่องที่คนญี่ปุ่นเสียดายที่ยังไม่ได้ทำในวัยเรียน

ตอนที่ยังเป็นเด็กนักเรียน ทุกคนมีเรื่องอะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหมคะ ในช่วงวัยรุ่นทุกคนก็ล้วนอยากสร้างความทรงจำดี ๆ และไม่เสียดายเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ วันนี้เราก็ได้หยิบ 4 ความเห็นจากคนญี่ปุ่น ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เสียดายที่ยังไม่ได้ทำในวัยเรียน ไปดูกันค่ะว่าจะเหมือนกับของเรารึเปล่า

เดทในชุดนักเรียน

“ตอนที่ผมยังเป็นนักเรียน ผมไม่ใช่คนที่โดดเด่นอะไรมากนัก อย่าว่าแต่จะคบกับใครเลย ผมแทบจะไม่ได้คุยกับเพื่อนผู้หญิงเลยด้วยซ้ำ ผมเพิ่งจะมีแฟนคนแรกก็ตอนเข้าวัยทำงานแล้ว

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่ามันน่าจะดีกว่าถ้าได้ลองมีความรักในวัยเรียนดูบ้าง เพราะมันก็มีบางโมเมนท์ที่ทำได้แค่ตอนเป็นนักเรียนเท่านั้น อย่างเดินไปโรงเรียนด้วยกัน หลังเลิกเรียนก็ไปเดทกันในชุดนักเรียน แต่ตัวผมเองในเวลานั้นมันช่างห่างไกลกับอะไรแบบนี้จริง ๆ” (ชาย วัย 20 ปี)

วัยมัธยมเป็นวัยที่มีแต่ความสดใส เพิ่งพ้นวัยเด็กมาแบบหมาด ๆ อะไร ๆ ก็เฟรชไปหมด การได้มีความรักในวัยเรียนก็คงจะเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ถึงแม้อาจจะยังไม่มีวิจารณญาณความคิดความอ่านเท่าผู้ใหญ่ แต่ความรักในวัยรุ่นกับวัยผู้ใหญ่นั้นให้ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างแน่นอน ในบ้านเราเองผู้ใหญ่อาจจะมองว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่มันก็ถือเป็นความตื่นเต้นหนึ่งในช่วงวัยรุ่นว่ามั้ยคะ

ตั้งใจเรียน

“ตอนนั้นผมไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยเงินของพ่อแม่ แต่ผมก็เอาแต่ติดเล่น โดดเรียนอยู่บ่อย ๆ ไม่รู้ว่าจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเพื่ออะไร

แต่พอตอนนี้ก็มาสำนึกได้ว่าตอนนั้นควรจะตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ แน่นอนว่าบางสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยอาจมีประโยชน์ไม่มากนัก แต่ผมแค่รู้สึกว่ามันเสียโอกาสทั้ง ๆ ที่เรามีโอกาสได้เรียน ก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน” (ชาย วัย 40 ปี)

สิ่งนี้คงเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้แค่ในวัยเรียน บางคนมีกำลังพร้อมทุกด้าน มีโอกาสได้เรียนแต่กลับไม่ตั้งใจเท่าที่ควร อันนี้ก็น่าเสียดายจริง ๆ นะคะ จะมาหาทางศึกษาหาความรู้เองในวัยผู้ใหญ่ ก็คนละความรู้สึกกับตอนเด็กซะแล้ว

หาเพื่อน

“ในห้องเรียนผมไม่ใช่คนที่โดดเด่น ไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น คนที่จะเรียกว่าเพื่อนได้ก็ไม่มีเลยสักคน ช่วงเวลาพักทุกคนก็จะเล่นกันเสียงดัง ผมก็ได้แต่ทำตัวสงบเสงี่ยมเจี๋ยมเจี้ยมอยู่คนเดียว

ผมไม่ได้มีความทรงจำดี ๆ ในวัยเรียนมากนักเพราะทุกครั้งก็จะนึกถึงประสบการณ์แบบนั้นตลอด ถึงแม้จะไม่ได้มีหน้ามีตาในโรงเรียน แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ ก็อยากจะพูดคุยกับเพื่อน ๆ ให้มากกว่านี้” (ชาย วัย 20 ปี)

การหาเพื่อนเป็นเรื่องที่เบสิคมาก ๆ ในการใช้ชีวิตในโรงเรียน เพราะการมีเพื่อนจะทำให้ชีวิตวัยเรียนสนุกสนานและมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่กับบางคนที่เข้าหาผู้อื่นไม่เก่งหรือเป็นคนคุยไม่เก่ง ก็อาจจะหาเพื่อนได้ค่อนข้างยากสักนิด ถึงแม้จะเพิ่งมามีเพื่อนสนิทตอนเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็คงจะไม่ได้รู้สึกแน่นแฟ้นเท่าเพื่อนที่คบมาตั้งแต่วัยเรียนแน่นอน

ทำงานพิเศษ

“ฉันไม่เคยทำงานพาร์ทไทม์มาก่อน ฉันได้งานประจำทันทีหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย ฉันจึงมีแค่ประสบการณ์การทำงานในบริษัท แต่ผู้คนรอบตัวฉันล้วนเคยทำงานพาร์ทไทม์กันมาก่อน เวลาได้ยินเขาคุยกันทีไรก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทุกที

 

ชีวิตวัยเรียนก็พอมีเวลาว่างอยู่บ้าง ฉันจึงรู้สึกเสียดายที่ไม่เคยทำงานพาร์ทไทม์บ้างเลย พวกงานบริการลูกค้าฉันก็อยากลองทำดูบ้าง” (หญิง วัย 20 ปี)

เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กนักเรียนในหลาย ๆ ประเทศจะทำงานพิเศษเพื่อหารายได้เสริมระหว่างเรียน คนญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน การทำงานพาร์ทไทม์ในวัยเรียนจะทำให้เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติตัวในสังคม แถมยังมีรายได้เป็นของตัวเอง คนญี่ปุ่นจึงมองว่าการทำงานพาร์ทไทม์เป็นสิ่งที่ต้องลองทำสักครั้งในวัยเรียน

เพราะวัยรุ่นมีแค่ครั้งเดียว ย้อนกลับมาไม่ได้ ถึงแม้จะได้ทำเรื่องเหล่านี้ในตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่ แต่ความรู้สึกก็คงจะแตกต่างหากได้ทำในตอนที่เป็นเด็ก ใครที่ผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมาแล้วก็ไม่ต้องเสียใจไป อะไรที่อยากทำในตอนนี้ก็ลุยเลยค่ะ จะได้ไม่รู้สึกเสียดายในอนาคต ^^

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำงานและเงินเดือนของอาชีพ “พนักงานขับรถไฟ” ในญี่ปุ่น

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำงานและเงินเดือนของอาชีพ “พนักงานขับรถไฟ” ในญี่ปุ่น

เหล่าพนักงานผู้สวมเครื่องแบบสุดเท่ ทำหน้าที่ควบคุมรถไฟให้วิ่งถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยและตรงตามเวลา แน่นอนพวกเขาก็คือ “พนักงานขับรถไฟ” นั่นเอง แต่เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่าที่ประเทศญี่ปุ่น กว่าจะเป็นพนักงานขับรถไฟได้พวกเขาเหล่านั้นต้องผ่านอะไรมาบ้าง แล้วชีวิตการทำงานเป็นอย่างไร ได้รับเงินเดือนมากน้อยขนาดไหน วันนี้เราจะไปฟังคำตอบนั้นจากพนักงานขับรถไฟของบริษัทรถไฟเอกชนแห่งหนึ่งในภูมิภาคจูบุกันครับ

อยากขับรถไฟก็ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ก่อน

พนักงานขับรถไฟท่านนี้กล่าวว่า ในการเป็นพนักงานขับรถไฟนั้นจำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตขับขี่รถไฟเสียก่อน ซึ่งจะมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน แต่ทุกประเภทล้วนออกให้โดยรัฐบาลเหมือนกันทั้งหมด สำหรับใบอนุญาตขับขี่รถไฟนั้นมีชื่อเรียกเป็นภาษาราชการว่า “โดเรียวคุฉะโซจูฉะเม็งเคียวโช (動力車操縦者免許証)”

ใบอนุญาตขับขี่รถไฟดังกล่าว จะได้รับจากการเข้าฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมพนักงานขับรถไฟที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การอนุญาตของกระทรวงคมนาคม โดยทั่วไปศูนย์ฝึกอบรมดังกล่าวจะถูกจัดตั้งขึ้นโดยบริษัทรถไฟชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น หากบริษัทรถไฟใดไม่มีศูนย์ฝึกอบรมดังกล่าว ก็จะแก้ไขโดยการส่งพนักงานในบริษัทไปฝึกอบรมที่บริษัทซึ่งมีศูนย์ฝึกอบรม หรืออาจมอบหมาย หรือว่าจ้างให้บริษัทที่มีศูนย์ฝึกอบรมนั้นมาทำหน้าที่ฝึกอบรมพนักงานของบริษัท

กว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับใบอนุญาตขับขี่รถไฟนั้น จะต้องผ่านการฝึกอบรมหลายขั้นตอน หากอธิบายคร่าวๆ ก็คือผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องเข้าฟังบรรยายวิชาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายรถไฟ ความรู้เกี่ยวกับขบวนรถไฟ ความรู้เกี่ยวกับรางรถไฟ ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนรถไฟ หลังจากนั้นก็ต้องเข้าสอบข้อเขียนในรายวิชานั้นๆ ให้ผ่าน ซึ่งข้อสอบก็ไม่ได้ยากจนเกินไป เพียงแต่มีเนื้อหาที่ต้องจดจำเยอะ และมีเวลาให้เตรียมตัวสอบค่อนข้างน้อย จึงอาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ถนัดการท่องจำ เมื่อสอบผ่านข้อเขียนแล้วก็ต้องเข้ารับการฝึกทักษะการขับรถไฟภายในห้องคนขับ โดยจะมีพนักงานขับรถไฟคอยฝึกสอนและชี้แนะอยู่ข้างๆ ซึ่งทักษะที่ว่านี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถเข้าใจได้ไม่ยากอยู่แล้ว

นอกจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องทำความเข้าใจระบบการเดินรถแล้ว ยังต้องรู้ถึงปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่อการเดินรถด้วย เช่น หากฝนตก น้ำฝนจะทำปฏิกิริยากับน้ำมันที่เคลือบไว้บนราง จนอาจเป็นเหตุให้ล้อรถไฟลื่นหลุดออกจากรางได้ หรือกรณีที่หิมะตกหนักจนกองทับถมบนราง หรือในกรณีที่บรรทุกผู้โดยสารจนแน่นเต็มขบวนจะทำให้น้ำหนักของขบวนรถเพิ่มมากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเบรคลดลง เป็นต้น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ด้วยเช่นกัน เช่น ในช่วงเวลาที่แดดจัด แสงแดดจะส่องผ่านกระจกรถเข้ามายังห้องคนขับจนอาจส่งผลกระทบต่อทัศนะวิสัยการมองเห็นได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้เอาไว้ เพื่อจะได้แก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

ใบอนุญาตขับขี่รถไฟที่ได้รับมานั้น สามารถนำไปใช้ขับขี่ได้ทั้งรถไฟที่ให้บริการโดยบริษัทเอกชน และรถไฟในเครือ JR ซึ่งให้บริการโดยหน่วยงานของรัฐ ตัวอย่างเช่น หากพนักงานท่านหนึ่งเป็นพนักงานขับรถไฟของ JR แต่มีความประสงค์จะย้ายไปขับรถไฟใต้ดินที่ให้บริการโดยบริษัทเอกชนก็สามารถทำได้ หากบริษัทปลายทางนั้นไม่ขัดข้อง

แต่ทว่า เนื่องจาก รถไฟดีเซล รถไฟฟ้า รถไฟชิงคันเซ็น และรถราง จะมีใบอนุญาตขับขี่ที่แตกต่างกัน จึงนำใบอนุญาตขับขี่รถไฟฟ้าไปสมัครเป็นพนักงานขับรถไฟชนิดอื่นๆ ไม่ได้ นอกจากนี้ พวกสัญญาณไฟกับเครื่องหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท ดังนั้น หากย้ายไปเป็นพนักงานขับรถไฟของบริษัทอื่น ก็อาจต้องเริ่มนับหนึ่งเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น

ทำงานข้ามวันข้ามคืน ได้เงินเดือนเท่าไหร่?

 

พนักงานขับรถไฟท่านนี้กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่พนักงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเดินรถจะต้องเข้าทำงานตามกะเวลาที่กำหนดไว้ซึ่งจะมีลักษณะเป็นการทำงานข้ามวันข้ามคืน (แต่จะมีช่วงเวลาให้พักผ่อน) อย่างเช่นบริษัทของเขานั้นจะต้องเข้าทำงานรวมแล้ว 2 วัน 1 คืน หรือบางบริษัทอาจให้พนักงานทำงาน 3 วัน 2 คืน แต่บางบริษัทก็ให้พนักงานทำงานแค่ในช่วงเช้าถึงช่วงเย็นเท่านั้น ส่วนตัวเขานั้นจะออกไปทำงานช่วงกลางวัน และเลิกงานในช่วงกลางวันของวันถัดไป

พนักงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเดินรถจะเข้าทำงาน 5 วัน และหยุด 2 วัน ส่วนการลาพักผ่อนนั้นจะสมควรลาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงานของบริษัท หากช่วงไหนที่จำนวนพนักงานไม่เพียงพอ ทางบริษัทก็จะขอความร่วมมือให้พนักงานแต่ละท่านช่วยงดใช้สิทธิลาพักผ่อนไว้ชั่วคราว

สำหรับเงินเดือนนั้น พนักงานขับรถไฟท่านนี้เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานตรวจตั๋วมาก่อน หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนตำแหน่งมาเป็นพนักงานขับรถไฟ รวมระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ 5 ปี ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 3,500,000 เยน/ปี หรือประมาณ 291,666 เยน/เดือน (ประมาณ 88,416 บาท/เดือน) แต่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟน้อยลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จึงส่งผลกระทบต่อรายได้พอสมควร อย่างเช่น โบนัสก็ลดลงจากปีที่แล้ว แต่ตัวเขาก็เข้าใจดีว่า “มันเป็นยุคสมัยที่ยากลำบาก เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ ขอแค่มีเงินเดือนกับโบนัสก็ถือว่ามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบแล้วล่ะ”

สล็อตเว็บตรง

4 คำบ่นจากคุณสามีเรื่องการทำอาหาร ที่แม่บ้านญี่ปุ่นไม่โอเคอย่างแรง

4 คำบ่นจากคุณสามีเรื่องการทำอาหาร ที่แม่บ้านญี่ปุ่นไม่โอเคอย่างแรง

เวลาทานอาหารเป็นช่วงเวลาที่คนในครอบครัวจะได้ใช้เวลาและแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ร่วมกัน แต่ถ้าหากบ้านไหนที่คุณสามีเกิดบ่นเกี่ยวกับอาหารที่คุณภรรยาทำ ความสุขในเวลาทานข้าวก็คงจะลดลงไปด้วย เว็บไซต์ Sirabee จึงได้รวม 4 คำบ่นจากคุณสามีเรื่องอาหาร ที่ทำให้คุณภรรยารู้สึกเฟล ลองดูนะคะว่าจะเหมือนคนไทยหรือเปล่า

เพิ่งกินไปตอนกลางวัน

“วันนั้นสามีฉันกลับมาจากทำงานและกำลังทานอาหารเย็นที่บ้าน ตอนนั้นฉันกำลังเตรียมไก่ทอดคาราอาเกะ แต่สามีบอกว่า ‘วันนี้กินไก่ทอดไปเมื่อตอนมื้อกลางวัน’ อุตส่าห์ทำทั้งทีแต่พอสามีพูดแบบนั้นฉันก็รู้สึกไม่ชอบใจเลย แถมกินไปก็ยังมาพูดกวนประสาทฉันอีกว่า ‘ช่วยไม่ได้เนอะ ก็ต้องกินอ่ะ’ ” (หญิงวัย 40 ปี)

การที่สามีบอกแบบนั้น บางคนอาจจะไม่ได้คิดอะไร ก็แค่มองว่าทำซ้ำกับมื้อกลางวัน กินแล้วกินอีกก็ได้ไม่เป็นไร แต่กับบางคนอาจจะรู้สึกเหมือนว่าสามีไม่อยากทานเพราะทานไปตอนกลางวันแล้ว ถ้าเปลี่ยนให้เป็นบทสนทนาในเชิงบวกน่าจะดีกว่านะคะ อย่างเช่นยกเป็นท็อปปิคขึ้นมาคุยกันว่ากินที่ไหน อันไหนอร่อยกว่ากัน รสชาติต่างกันอย่างไร เป็นต้น

ชอบอาหารฝีมือแม่มากกว่า

“ทุกครั้งที่ฉันทำแกงกะหรี่ สามีของฉันมักจะพูดว่า ‘ชอบรสชาติแบบที่แม่ทำมากกว่า’ ฉันล่ะสงสัยว่าเขาพูดอะไรที่ไม่ควรพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไงหน้าตาเฉย ฉันถามแม่สามีถึงวิธีทำแกงกะหรี่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะใช้ก้อนแกงกะหรี่ที่วางขายทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ปัญหาอยู่ที่ว่าสามีเขารู้สึกติดใจฝีมือแม่เขามากแค่ไหน ไม่งั้นก็คงแก้ปัญหาไม่ได้” (หญิงวัย 20 ปี)

ทั้งทีภรรยาตั้งใจทำอย่างเต็มที่แต่สามีกลับเอาแต่บอกว่าชอบฝีมือของแม่มากกว่า แบบนี้ก็น่าน้อยใจนะคะ ถ้าชวนคุณแม่สามีมาทำอาหารทานด้วยกันก็น่าจะดูวิธีการทำได้ง่ายขึ้น แต่ในฝั่งของคุณสามีก็น่าจะต้องให้กำลังใจคุณภรรยาสักหน่อยว่าไหมคะ

ผมทำอาหารเก่งกว่า

“สามีฉันทำอาหารให้ฉันกินในวันหยุด พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อน ๆ ก็จะบอกว่าน่าอิจฉา แต่มันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดี ๆ หรอก สามีฉันเขามั่นใจในการทำอาหารของตัวเองมากและพูดจาไม่ดีใส่ฉัน เขาชอบบอกว่า ‘เรื่องอาหารน่ะผมเก่งกว่าอยู่แล้ว’ ถ้าใช้เวลาในการทำอย่างประณีตมันก็ต้องอร่อยอยู่แล้ว แต่ฉันน่ะต้องเป็นคนคิดเมนูทุกวันแถมยังต้องรีบทำในเวลาจำกัดอีก” (หญิงวัย 30 ปี)

การทำอาหารแบบสบาย ๆ ในวันหยุดกับการทำอาหารให้คนในครอบครัวทานทุกวันนี่อารมณ์ต่างกันจริง ๆ เลยนะคะ เพราะในวันหยุดเราจะใช้เวลาทำนานแค่ไหนก็ได้ แต่วันธรรมดาที่คุณภรรยาต้องเตรียมอาหารไว้รอคุณสามีกลับมาทาน แทบจะชิลไม่ค่อยได้เลยทีเดียว แถมยังต้องคิดเมนูใหม่ทุกวันอีก เหนื่อยแทนจริง ๆ

ช่วยไปฝึกเพิ่มได้มั้ย

“มีอยู่วันหนึ่งสามีของฉันทำหน้าจริงจังและบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ฉันก็ใจเต้นตึกตักเลย เขาบอกว่า ‘ช่วยไปฝึกทำอาหารเพิ่มได้มั้ย’ จริงอยู่ที่ว่าฉันทำอาหารไม่เก่ง แต่ก็พยายามปรับในแบบของตัวเองไม่ให้น่าเบื่อ ถ้าจะพูดมาขนาดนั้น ฉันก็อยากให้มาช่วยทำงานบ้านบ้างเหมือนกัน” (หญิงวัย 30 ปี)

นอกจากงานบ้าน เลี้ยงลูก แถมยังต้องทำกับข้าวให้ทาน ถือว่าภาระหนักพอสมควรเลยนะคะสำหรับผู้หญิงคนเดียว แทนที่จะมาพูดบั่นทอนกำลังใจภรรยา ถ้าคุณสามีมาช่วยกันแบ่งเบาภาระในการทำงานบ้านหรือดูแลลูกบ้าง คุณภรรยาก็อาจจะมีเวลาไปฝึกทำอาหารอร่อย ๆ ได้มากขึ้นนะคะ

 

ทั้งที่คุณภรรยาอุตส่าห์ตั้งใจทำสุดฝีมือแต่คุณสามีกลับมาพูดให้เสียกำลังใจแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะคะ หากไม่ชอบหรือไม่ถูกใจอย่างไรก็ควรให้คำแนะนำในเชิงบวกว่าควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตรงจุดไหนบ้าง น่าจะดีกว่าการพูดในเชิงลบเป็นไหน ๆ แล้วคุณภรรยาทั้งหลายเคยโดนคุณสามีบ่นหรือพูดบั่นทอนเรื่องการทำอาหารบ้างไหมคะ มาเม้าท์มอยกันได้เลยค่าาา ^^

สล็อตเว็บตรง

วิธีใช้ “ยางวงรัดรอบนิ้วนาง” เพื่อช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับลึกของคนญี่ปุ่น

วิธีใช้ “ยางวงรัดรอบนิ้วนาง” เพื่อช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับลึกของคนญี่ปุ่น

คนจำนวนไม่น้อยมีปัญหาเกี่ยวกับความเครียดและนอนไม่หลับจนเป็นสาเหตุให้หน้าตาไม่สดชื่น สมองไม่ปลอดโปร่ง อารมณ์หงุดหงิดและอาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ ได้ในอนาคต มารู้สาเหตุการนอนไม่หลับและวิธีการแก้ปัญหาการนอนไม่หลับโดยใช้ยางวงรัดรอบนิ้วนางตามคำแนะนำของคนญี่ปุ่นกันค่ะ

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับเกิดจากภาวะที่ไม่สมดุลกันของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งประกอบไปด้วยระบบประสาทซิมพาเทติกซึ่งทำหน้าที่เด่นในตอนกลางวันเพื่อให้คนตื่นตัวทำงานได้ดี และระบบประสาทพาราซิมพาเทติกซึ่งเป็นระบบประสาทที่ทำหน้าที่เด่นในตอนกลางคืนเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย หากคนเรามีความเครียดมากจะทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานเด่นตลอดเวลาและส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

วิธีการที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้ปฏิบัติเพื่อให้หลับง่ายและหลับลึก

หลักสำคัญที่จะช่วยให้หลับง่าย คือ การปรับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติให้สมดุลกัน เพื่อให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกหน้าที่เด่นในตอนกลางคืน โดยมีวิธีการง่ายๆ ดังนี้คือ

การกำหนดลมหายใจ

วิธีการนี้ทำได้ตอนก่อนนอนโดยหายใจเข้าลึกๆ กลั้นลมหายใจไว้แล้วนับ 1-5 จากนั้นจึงปล่อยลมหายใจออกให้หมดแล้วนับ 1-5 ทำซ้ำหายใจเข้าและออกเป็นจำนวน 7-8 ครั้ง ก็จะช่วยปรับให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้สมดุลและทำให้หลับได้ง่ายขึ้น

การใช้ยางวงรัดที่นิ้วนาง

นิ้วนางมีจุดที่แพทย์แผนจีนเรียกว่าจุดฝังเข็ม ซึ่งเป็นจุดที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ การใช้ยางรัดตรงบริเวณปลายนิ้วนางบริเวณเหนือหัวเล็บจะไปกดการทำงานของระบบประสาทที่ทำให้ตื่นตัว คือ ระบบประสาทซิมพาเทติกไว้ และทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติมีความสมดุล ส่งผลให้นอนหลับได้ง่ายและสนิท

Rubber Band Sleep technique

วิธีการรัดเริ่มจากการยืนตัวตรงและบิดตัวไปด้านซ้ายหรือขวา โดยหากบิดตัวไปด้านขวาได้ดีกว่าก็ให้ใช้ยางรัดหลวมๆ ตรงบริเวณเหนือเล็บของนิ้วนางขวา และหากบิดตัวไปด้านซ้ายได้ดีกว่าก็ให้ใช้ยางรัดหลวมๆ ตรงบริเวณเหนือเล็บของนิ้วนางซ้าย (โดยทั่วไปคนที่เครียดง่ายและเป็นกังวลตลอดเวลาจะบิดตัวไปด้านซ้ายได้ง่ายกว่า เพราะการทำงานที่มากเกินไปของระบบประสาทซิมพาเทติกจะทำให้จุดศูนย์กลางของร่างกายเอียงไปด้านซ้าย) โดยสามารถรัดยางก่อนนอนหรือรัดไว้ทั้งวันก็ได้ แต่ต้องระวังไม่รัดยางแน่นจนเลือดไหลเวียนไปสู่ปลายนิ้วไม่ได้ คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยบอกว่าวิธีการนี้ช่วยทำให้นอนหลับง่ายและดีขึ้น

 

การทำงานที่สมดุลกันของระบบประสาทอัตโนมัติมีผลต่อการทำให้คนนอนหลับได้ดีและเสริมให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรง หากรู้สึกว่านอนไม่หลับแม้จะออกกำลังกายหรือรับประทานอาหารที่ช่วยให้นอนหลับดีแล้วก็ตาม ก็ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการข้างต้นดูค่ะ

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

มารู้จักกับตาดอกบัตเตอร์เบอร์พร้อมวิธีประกอบอาหารฉบับคนญี่ปุ่น

มารู้จักกับตาดอกบัตเตอร์เบอร์พร้อมวิธีประกอบอาหารฉบับคนญี่ปุ่น

หนึ่งในผักป่าที่สร้างความสดชื่นในช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ไปจนเดือนเมษายนในญี่ปุ่น คือ ตาดอกบัตเตอร์เบอร์ (Butterbur bud) หรือฟุคิโนะโทอุ (ふきのとう) มารู้จักผักป่าชนิดนี้และวิธีการที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานเพื่อสร้างความรู้สึกว่าฤดูใบไม้ผลิได้เข้ามาเยือนแล้วกันค่ะ

รู้จักตาดอกบัตเตอร์เบอร์

ในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานหญ้าและพืชล้มลุกหลายชนิดมักจะเฉาตายเนื่องจากความหนาวเย็น จนเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิก็จะมีหน่อของต้นบัตเตอร์เบอร์งอกออกมาจากรากที่ฝังอยู่ใต้ดินและเริ่มบานดอกซึ่งเป็นระยะที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า ฟุคิโนะโทอุ และเป็นระยะที่พวกเขาเก็บเกี่ยวนำมารับประทาน เมื่อหน่อเจริญขึ้นก็จะมีก้านใบที่ยาวและคนญี่ปุ่นนำก้านใบมารับประทานในชื่อว่าฟุคิ  (ふき) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผักป่าที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

คุณค่าสารอาหารของตาดอกบัตเตอร์เบอร์

ตาดอกบัตเตอร์เบอร์เป็นผักที่มีรสชาติขมแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย กลิ่นหอมของผักชนิดนี้จะกระตุ้นความอยากอาหาร ช่วยในระบบย่อยอาหาร และมีคุณค่าสารอาหารมากมายในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ได้แก่ โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก แคโรทีน วิตามินอี และกรดโฟลิก อีกทั้งอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี

วิธีการเตรียมและการนำมารับประทาน

ตาดอกบัตเตอร์เบอร์ประกอบด้วยสารพิษตามธรรมชาติชื่อ Pyrrolizidine alkaloids ซึ่งทำให้เกิดรสขมและมีพิษต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม คนญี่ปุ่นใช้การต้มผักชนิดนี้ในน้ำเกลือและแช่น้ำเย็นไว้ซักครู่เพื่อขจัดเอาสารพิษตามธรรมชาติดังกล่าวออกไป สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทอดเทมปุระ ผัดกับมิโซะ นำมาต้มแบบญี่ปุ่น ซึคุดานิ และนำมาผัดกับสปาร์เก็ตตี้ เป็นต้น

ตาดอกบัตเตอร์เบอร์ผัดมิโซะ
เทมปุระตาดอกบัตเตอร์เบอร์

วิธีการทำตาดอกบัตเตอร์เบอร์มิโซะเมนูยอดนิยมของคนญี่ปุ่น

วัตถุดิบ

  • ตาดอกบัตเตอร์เบอร์ 100 กรัม
  • น้ำมันเล็กน้อย
  • น้ำตาลและมิโซะ อย่างละ 3-4 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

1. นำตาดอกบัตเตอร์เบอร์มาล้างให้สะอาด และหั่นเอาส่วนที่เป็นสีน้ำตาลออก จากนั้นนำมาต้มในน้ำเดือด 1.5 ลิตร ที่มีส่วนผสมของเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เป็นเวลา 3-4 นาที จากนั้นจึงนำตาดอกบัตเตอร์เบอร์แช่ในน้ำ 2 ลิตร เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง และเปลี่ยนน้ำตามสมควร จากนั้นจึงนำตาดอกมาเช็ดให้แห้งด้วยกระดาษชำระสำหรับงานครัว

2. นำตาดอกบัตเตอร์เบอร์ที่ผ่านการต้มมาหั่นให้ละเอียด

 

3. ตั้งกระทะบนไฟขนาดกลาง เติมน้ำมันลงไป และเติมตาดอกบัตเตอร์เบอร์ที่หั่นเตรียมไว้ลงไปผัดจนนิ่ม แล้วจึงเติมเครื่องปรุงรส คือ น้ำตาล มิโซะ และมิรินลงไป ผัดอีก 3-4 นาที จนของเหลวแห้ง แล้วจึงตักใส่ถ้วยและนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

ผักป่าบ่งบอกถึงความอบอุ่นที่เข้ามาแทนที่ความความหนาวเย็น แม้จะมีรสขมบ้างแต่รสชาติความอร่อยแห่งฤดูกาลนั้นสร้างความสุขง่ายๆ ให้แก่คนญี่ปุ่นจริงๆ ค่ะ

สล็อตเว็บตรง

ประโยชน์ของผลมัลเบอร์รีและวิธีการที่คนญี่ปุ่นนำมารับประทาน

ประโยชน์ของผลมัลเบอร์รีและวิธีการที่คนญี่ปุ่นนำมารับประทาน

ผลมัลเบอร์รี (Mulberry) หรือ ลูกหม่อน เป็นหนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนมิถุนายน และมีจำหน่ายเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในญี่ปุ่น มารู้ประโยชน์ของมัลเบอร์รีและวิธีการนำมาแปรรูปเพื่อเก็บไว้รับประทานได้นานๆ ตามแบบคนญี่ปุ่นกันค่ะ

ประโยชน์ของมัลเบอร์รี

มัลเบอร์รี หรือ ลูกหม่อน เป็นผลไม้ที่สุกแล้วมีสีม่วงออกดำ มีหลากหลายพันธุ์ที่มีความหวานตั้งแต่ 8-15 บริกซ์ มีรสชาติที่สมดุลระหว่างรสเปรี้ยวและรสหวาน มัลเบอร์รีอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้  วิตามินซี ในปริมาณที่เท่ากับส้มแมนดารินและเกรปฟรุต (33 มิลลิกรัม ต่อมัลเบอร์รี 100 กรัม) โดยวิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกาย ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายดีขึ้น และช่วยกดการผลิตสารเมลานินซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าและรอยกระ เป็นต้น โพแทสเซียม (194 มิลลิกรัม ต่อมัลเบอร์รี 100 กรัม) มัลเบอร์รีได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง โดยแร่ธาตุชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย จึงช่วยป้องกันการบวมน้ำของร่างกายได้ดี และ แอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งช่วยป้องกันโรคมะเร็งและชะลอความเสื่อมของร่างกายได้ดี

มัลเบอร์รี

คนญี่ปุ่นนำผลมัลเบอร์รีสุกมารับประทานกับโยเกิร์ต ทำน้ำผลไม้ ทำแยม และทำเหล้ามัลเบอร์รี โดยมีวิธีการทำ ดังนี้

วิธีการทำแยมมัลเบอร์รี

วัตถุดิบ

  • ผลมัลเบอร์รี่ 150-300 กรัม
  • น้ำตาลทราย 1/4 ของปริมาณมัลเบอร์รี่
  • น้ำมะนาว เล็กน้อย

วิธีการทำ

1. ล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากผลมัลเบอร์รี ดึงขั้วผลออก แล้วเทน้ำทิ้งผ่านตะแกรง

2. นำผลมัลเบอร์รีใส่ในกระทะ เติมน้ำตาลลงไป ผสมให้เข้ากัน วางไว้ 30-60 นาทีเพื่อให้น้ำตาลละลาย เติมน้ำมะนาวลงไป แล้วนำเคี่ยวบนไฟอ่อน

3. คอยตักเอาฟองออกจากกระทะ และปิดไฟเมื่อแยมเริ่มจับตัวเป็นของแข็ง

4. วางไว้จนแยมเย็นแล้วจึงตักใส่ภาชนะมีฝาปิด และเก็บไว้ในตู้เย็น

วิธีการทำเหล้ามัลเบอร์รี

วิธีการทำเหล้ามัลเบอร์รีคล้ายกับวิธีการทำเหล้าบ๊วยหรือเหล้าแอปริคอต ซึ่งทำได้ดังนี้

วัตถุดิบ

  • ขวดมีฝาปิดที่ผ่านการฆ่าเชื้อโดยการต้มหรือใช้เหล้าโชจู
  • ผลมัลเบอร์รีและน้ำตาลกรวดในปริมาณที่เท่ากัน
  • สาเก ได้แก่ โชจู หรือ เหล้าขาว

วิธีทำ

 

1. ล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากผลมัลเบอร์รี ดึงก้านผลออก จากนั้นเทน้ำทิ้งผ่านตะแกรง และวางไว้จนสะเด็ดน้ำ

2. วางเรียงผลมัลเบอร์รี่สลับชั้นกับน้ำตาลกรวดในขวดที่ผ่านการฆ่าเชื้อ โดยเรียงให้น้ำตาลกรวดอยู่ชั้นบนสุด

3. เทโชจูหรือเหล้าขาวลงไปจนท่วมน้ำตาลและผลมัลเบอร์รี่ เก็บไว้ในที่เย็นเป็นเวลา 1-2 เดือน หลังจากครบกำหนดแล้วก็นำเหล้ามัลเบอร์รีมาผสมโซดาหรือน้ำ ดื่มได้ตามชอบ

เหล้ามัลเบอร์รี

เมืองไทยเราสามารถหาซื้อลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รีได้ง่ายและราคาถูก หากชอบรสชาติเปรี้ยวอมหวานและกลิ่นหอมของผลไม้ชนิดนี้ ก็ลองนำมาทำแยมหรือเหล้ามัลเบอร์รีดูค่ะ

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

4 โมเมนต์ ที่หนุ่ม ๆ ญี่ปุ่น ภูมิใจในพลังความโสด!

4 โมเมนต์ ที่หนุ่ม ๆ ญี่ปุ่น ภูมิใจในพลังความโสด!

พวกเราทุกคนล้วนรู้กันว่า การมีคู่รักหรือคู่ชีวิตที่จะคอยดูแลกันไปตลอดนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนมากมายโหยหา แต่ในทางกลับกัน ก็มีคู่รักมากมายที่ต้องทนกับแรงกดดันและความเครียดจากปัญหาครอบครัว

ช่วงเวลาในฝันที่ได้มาจากพลังแห่งความโสดเท่านั้น!

ในประเทศญี่ปุ่น การอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดธรรมเนียมอย่างมาก ดังนั้นการแต่งงานกันอย่างถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นธรรมเนียมที่มีความสำคัญมากที่สุดสำหรับชีวิตคู่ แต่แฟน ๆ ANNGLE รู้ไหมคะ ว่าหนุ่มโสดชาวญี่ปุ่นคิดอย่างไรกับความแตกต่างระหว่าง ชีวิตแต่งงาน กับ ชีวิตหนุ่มโสด? เอาว่าเรามาดูผลสำรวจจากหนุ่ม ๆ ที่ไม่เคยได้ใส่แหวนแต่งงานกันดีกว่าค่ะ ว่าเขาคิดยังไงกับขัอดีของการเป็นหนุ่มโสดสุดคูล….

ผลสำรวจนี้ได้รวบรวมมาจากเว็บไซต์ข่าวออนไลน์  Mynavi Woman โดยเก็บข้อมูลจากผู้ชาย 103 คน อายุระหว่าง 22-39 ปี คำถามคือ “ช่วงเวลาใดที่คุณรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ไม่ได้แต่งงาน?” และเหตุผลที่มีผลโหวตเยอะที่สุด คือ……

1. “เมื่อผมออกมาดื่มกับเพื่อน ๆ โดยไม่ต้องขออนุญาต”

ในโลกของนักธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นนั้น การสร้างความสัมพันธ์ในทีมหรือในองค์กรนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และจะมาพร้อมกับธรรมเนียมการออกไปปาร์ตี้หลังเลิกงานที่ร้านกินดื่ม เพื่อพูดคุยและปลดปล่อยความรู้สึกต่าง ๆ ที่อาจไม่สามารถทำในออฟฟิศได้ ซึ่งหนุ่มญี่ปุ่นที่มีภรรยามักพบว่าตัวเองมักจะอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก… ใจหนึ่งก็อยากไปปาร์ตี้ อีกใจหนึ่งก็กลัวภรรยาจะงอน ToT

2. “เมื่อผมเห็นมนุษย์เงินเดือนดูหน้าตาเศร้าสร้อยในวันเงินเดือนออก”

สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ ที่สามีที่ทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อยจะยื่นเงินเดือนทั้งหมดให้กับภรรยา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดสรรเงินทั้งหมด และสามีทั้งหลายก็มักจะมีเงิน (ที่ภรรยาให้มา) ใช้เพียงพอสำหรับค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าอาหารในแต่ละเดือนเท่านั้น ถ้าจัดสรรเงินไม่ดีล่ะก็ เตรียมกินมาม่าในช่วงท้ายเดือนไว้ได้เลยค่ะ ส่วนชีวิตของเหล่าหนุ่มโสดทั้งหลาย มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันน่าเศร้ามาก ๆ เลย ที่ต้องเห็นเพื่อนร่วมงานบางคนต้องนั่งทำหน้าเศร้ากับเรื่องนี้ในช่วงพักกลางวัน”

3. “เมื่อผมต้องนั่งฟังเพื่อนบ่นเรื่องภรรยาตัวเอง”

 

เมื่อหนุ่มโสดทั้งหลายต้องนั่งฟังเรื่องราวของเพื่อนร่วมงานที่สละโสดบ่นถึงภรรยาของตัวเองให้ฟังในที่ทำงาน โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติตัวต่อสามี ที่หลังจากแต่งงานแล้วก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เหล่าหนุ่มโสดที่ฟังเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจนี้ ยิ่งต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าจะแต่งงานกับใครให้ปลอดภัย….

4. “เมื่อผมไปเที่ยวไหนก็ได้ในที่ ๆ ผมอยากจะไป”

เหล่าหนุ่มโสดมักจะมีความสุขกับช่วงเวลาที่พวกเขาได้ผ่อนคลายอย่างช่วงวันหยุดพักร้อนต่าง ๆ ซึ่งเขาสามารถไปในที่ ๆ เขาชอบได้โดยไม่ต้องถามหรือกังวลว่าคนรอบข้างจะชอบเหมือนกันหรือไม่… ในขณะที่การมีภรรยาหรือลูก ๆ ตามติด จะทำให้ไม่สามารถท่องเที่ยวตามใจฉันได้อีกต่อไป เพราะถ้าภรรยาไม่โอเคด้วยล่ะก็…… อดแน่นอนค่ะ!

ทาง ANNGLE เอง ไม่ได้เชียร์ให้แฟน ๆ เป็นหนุ่มโสดกันตลอดไปหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าในความโสดที่อาจจะดูเหงา ๆ ไปบ้าง ก็มีข้อดีอยู่ในตัวมันเองเช่นกัน ในขณะที่ชีวิตคู่ ถ้าเรามีคู่ครองที่ดี หรือสามารถทำความเข้าใจกันได้ มีความรักและความจริงใจให้กันมากพอ ผู้เขียนเองก็เชื่อว่า ชีวิตคู่ของแฟน ๆ ก็สามารถกลายเป็นสิ่งที่น่าอิจฉาของเหล่าหนุ่มโสดได้ค่ะ 

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รู้ไว้ใช่ว่า “ครีมสตูว์” เป็นเมนูอาหารสูตรออริจินัลของประเทศญี่ปุ่น!

รู้ไว้ใช่ว่า “ครีมสตูว์” เป็นเมนูอาหารสูตรออริจินัลของประเทศญี่ปุ่น!

ประเทศญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมอาหารจากต่างประเทศมามากมายไม่ว่าจะเป็นแกงกะหรี่หรือสตูว์ โดยเฉพาะ “ครีมสตูว์” (Cream Stew) อีกหนึ่งเมนูคู่บ้านคู่เรือนที่ชาวญี่ปุ่นมักจะถกเถียงกันเรื่องวิธีการรับประทานจนมีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มที่ทานครีมสตูว์แบบราดข้าว กับกลุ่มที่ฉีกขนมปังจิ้มน้ำซุปครีมสตูว์ แต่อย่างไรก็ดี คุณรู้หรือไม่ว่า ครีมสตูว์ เป็นเมนูอาหารที่มีแค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น!

ถ้าหากพูดถึงเมนู “สตูว์” คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเข้าใจตรงกันว่าหมายถึง “ครีมสตูว์” หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ “ไวท์สตูว์” (White Stew) โดยเมนูสตูว์ที่ใส่นมและแป้งสาลีนี้ ถูกตีพิมพ์ลงบนหนังสือแนะนำวิธีการทำอาหารสไตล์ตะวันตกในครัวเรือน “Jimi ni Tomeru Kateimuke Seiyou Ryouri” (滋味に富める家庭向西洋料理) เป็นครั้งแรกในปี 1924

หลังจากนั้น ในปี 1966 บริษัท House Foods Group ก็ได้วางจำหน่ายผงปรุงรส “Cream Stew Mix” จนกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในสมัยนั้น และทำให้เมนูครีมสตูว์เป็นที่แพร่หลายไปทั่วทุกครัวเรือน อีกทั้งยังเป็นเมนูที่อาหารมื้อกลางวันที่หลายโรงเรียนในประเทศญี่ปุ่นเลือกใช้อีกด้วย

ครีมสตูว์
ครีมสตูว์กับขนมปัง

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เมนูครีมสตูว์ทำให้ชาวญี่ปุ่นถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มความชอบ ระหว่างกลุ่มที่ทานครีมสตูว์แบบราดข้าว กับกลุ่มที่ฉีกขนมปังจิ้มน้ำซุปครีมสตูว์ แต่อย่างไรก็ตาม ผงปรุงรส “Cream Stew Mix” นั้น มีที่มาที่ไปมาจากการที่บริษัท House Foods Group ต้องการที่จะพัฒนาสูตรผงปรุงรสครีมสตูว์ให้เป็นเมนูที่เหมาะสำหรับทานคู่กับ “ข้าว” นั่นเอง

 

นอกจากนี้ “ครีมสตูว์” ยังเป็นคำศัพท์ “วะเซย์ เอโกะ” (Wasei-eigo) หรือ คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่คิดขึ้นในญี่ปุ่นอีกด้วย    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์